อย่าเชื่อ

>>>::one picture::million word::one picture::million word::one word::million picture::some word::some one>>::>>>

วัดถะนะธรรม ตุลาคม 9, 2007

Filed under: Uncategorized — sector13 @ 4:17 pm

ควันธูปและเปลวเทียนลอยอ้อยอิ่งอยู่อย่างน้อยสองจุดในศาลาแปดของวัดลาดพร้าว จุดแรกคือหน้าพระพุทธรูป จุดที่สองคือหน้าโลงศพ
เราฝ่ากระแสจราจรไปถึงที่นั่นอย่างทุลักทุเล
แน่นอนเมื่อพูดถึงศาลาแปดของวัดลาดพร้าว เราจะคาดเดาว่ามีการตายหรือการรดน้ำศพหรือเสียงพระสวดอยู่ที่นั่น
อย่างไม่ต้องสงสัยมันเป็นอย่างนั้นพันเปอร์เซ็นต์
เมื่อไหร่ที่ได้กลิ่นควันธูปทำให้นึกถึงงานศพเมื่อนั้น
พิธีกรรมเกี่ยวกับความตายก็แตกต่างกันไปตามพิธีกรรมและวัฒนธรรมของแต่ละศาสนา
เราไปถึงที่นั่นเกือบจะสาย
เกือบจะสายหมายความว่าเกือบไม่ทันฟังพระสวด พระที่ในเมืองสวดกันเร็ว เราสามารถคาดเดาได้ง่าย สวดจบแรกใช้เวลาสามนาทีครึ่ง พักสองนาที สวดจบที่สองอีกสามนาทีกว่า พักอีกสองนาทีให้เจ้าภาพยกข้าวต้มหรือกระเพาะปลา สวดจบที่สาม เจ้าภาพถวายซอง เป็นอันจบ ถ้าใครไปไม่ทันในเวลาสิบห้านาทีนั้นก็เสร็จกัน หากใครไปสายกว่านั้นครึ่งชั่วโมงก็จะเจอแต่ศาลาที่ล็อกกุญแจไว้อย่างดี เจ้าภาพกลับหมด
ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในเมืองต่างเร่งรีบ และวิถีชีวิตเปลี่ยนไป ไม่มีใครมานอนเฝ้าศพเหมือนกับงานศพต่างจังหวัดที่บางแห่งยังนิยมจัดงานศพที่บ้าน
เราไปถึงที่ศาลาแปดของวัดลาดพร้าวก็เมื่อพระเริ่มสวดจบแรกแล้ว เลยได้ที่นั่งแถวหลังสุด วันนี้เป็นวันที่บริษัทฯ รับเป็นเจ้าภาพ คนที่ไปร่วมงานก็ล้วนแต่รู้จักมักคุ้นกันทั้งนั้น เมื่อพระเริ่ม อกุสลา ธรรมมา อัปพะยา ปัจชา……” เสียงคุยจ๊อกแจ๊กจอแจก็ดังขึ้นทันทีเหมือนกับว่าไม่เคยพบเจอกันมาหลายปีดีดัก ไม่ใคร่มีใครสนใจฟังพระสวดเท่าใดนัก ไม่มีใครอยู่ในสมาธิของงานกันศพกันต่างคุยกันอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่ไม่มีใครอยู่ในอาการเศร้าสร้อยและรำลึกถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่นอนอยู่ในโลงศพ ปากของพวกเขายังคงทำงานกันแบบแม่ค้าในตลาดสด
ผมไม่ชอบจนถึงขั้นเกลียด กับการไม่มีวินัยที่จะให้เกียรติกันสงบนิ่งในเวลาแค่เพียงไม่กี่นาทีนั้น เหลือบไปดูก็พบว่าล้วนแล้วแต่เป็นคนที่รู้จักมักจี่กันทั้งนั้น
มีคนเพื่อนผมคนที่นั่งใกล้กับผมถามเกี่ยวกับเรื่องงาน ผมต้องเอามือที่พนมไหว้พระชี้ไปที่พระซึ่งกำลังสวดอยู่โดยไม่พูดอะไร
คงจะใช่ เราอยู่ในภาวะไร้ระเบียบวินัยกันอย่างเคยชิน จนไม่สามารถสงบปากได้แม้เพียงสองสามนาที
ผมเคยไปเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมเสียงในงานปัจฉิมนิเทศของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในขณะที่คุณครูบอกให้เด็กๆ เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบนั้น บรรดาผู้ปกครองของเด็กกลับไปนั่งตามพุ่มไม้บ้าง ตามเก้าอีกบ้าง เราในฐานะผู้ใหญ่ไม่เคยเป็นแบบอย่างที่ดีให้บรรดาเด็กๆ เรื่องระเบียบวินัย เราได้แต่ควบคุมแต่ไม่ได้ประพฤติตัวให้เป็นต้นแบบ
เมื่อพระสวดจบแรกเสร็จผมก็ย้ายที่นั่ง ไปอยู่ที่อื่น ก็เป็นเช่นเดิม คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆด้านหน้า หันหลังกลับมาคุยจ้อกับเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหลังโดนไม่สนใจฟังคำสวดแต่อย่างไร ผมรู้สึกเวทนา เขาคุยกันว่าเดี๋ยวออกจากงานสวดศพแล้วจะไปแด๊นซ์กันที่ไหน ในฐานะที่ไม่ได้เจอกันนาน ผมวอกแวกและรู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างยิ่ง
เรารู้สึกเหมือนเราบ้าอยู่คนเดียวเมื่อเราเจอความไร้ระเบียบ มันคงจะเป็นอย่างนี้และไม่สามารถแก้อะไรได้ เรื่องเล็กน้อยแบบนี้คงไม่มีใครสนใจ เขาคงหยุดปากที่เหมือนหอยและปูนั้นไม่ได้ ปากที่คอยพ่นคำโดยไม่ดูกาละเทศะ ปากที่ไม่เคยมีสมาธิในพิธีกรรมอะไร ผมนึกในใจเขาไม่น่ามาฟังสวดเลย แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นมุมมองของเราคนเดียวหรือเปล่า เพราะเราอาจจะมาตรฐานสูงเกินไปที่ใครจะทำได้ แต่บอกตรงๆ ว่าขัดใจกับพฤติกรรมเช่นนี้จริงๆ วัฒนธรรมของเรามันเป็นอย่างนี้ไปแล้ว เราอยู่กันหลวมๆ และมีปากที่สามารถพูดได้ และประเทศเราก็ปกครองแบบประชาธิปไตย
หลังพระสวดจบสุดท้ายเสร็จผมไปกราบพระพุทธรูปและไหว้เคารพศพก่อนขับรถกลับบ้านด้วยอารมย์ที่ไม่เคลียร์นัก
……………………………….
ผมเคยไปถ่ายภาพให้งานแต่งของน้องสาวอันเป็นที่รักคนนึง งานแต่งเป็นงานแถวกรุงเทพฯ นี่แหละ ในพิธียกขันหมากมาหาจ้าวสาวของจ้าวบ่าววันนั้นสนุกครื้นเครง หยอกเอินนับญาติกัน ที่ขาดไม่ได้คือพิธีสวดของพระ
พระนี่เข้าได้ทุกงาน ตั้งแต่เกิด บวช แต่งงาน หรือตาย เป็นอันต้องสวดหมด ในศาสนาอื่นก็คงจะมีพิธีการที่คล้ายๆ กันอย่างนี้
เมื่อจ้าวบ่าวและจ้าวสาวจุดธูปเทียนด้วยกันกราบพระพุทธรูปเสร็จแล้ว พระก็เริ่มสวด ไม่นานนักเสียงคุยก็เริ่มต้นขึ้น เป็นเสียงของบรรดา ยายเม้า ยายแม้ ญาติๆ ของจ้าวสาวนั่นแหละ ผมรู้สึกขุ่นใจขึ้นมาทันที นานนาทีเข้าเสียงคุยเป็นเสียงที่แข่งกับพระบางครั้งก็มีสัตว์เลื้อยคลานโผล่มาบ้าง หลังจากที่ผมเหลือบดูสองสามครั้งแล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะสงบนิ่ง พระรูปหนึ่งกวักมือเรียกผมที่นั่งพนมมืออยู่ให้เข้าไปหา กระซิบข้างหูบอกว่าให้ไปบอกคนที่คุยให้ออกไปข้างนอก ถ้าไม่อยากฟังพระสวดก็ออกไปอยู่ข้างนอก
หลังจากนั้นไม่นานนักผมก็พบว่าเหลือแต่ผม จ้าวบ่าว และจ้าวสาวเท่านั้น ที่นั่งพนมมือฟังพระสวดอยู่ ขอสาบานให้ตายเหลือสามคนจริงๆ
ไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นเราที่ไม่สามารถมีวินัยในเวลาจำกัดได้ แต่คนที่อายุมากกว่าเราก็เป็น และคนอายุน้อยกว่าเราก็คงจะมีมากมายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า
จะไม่มีใครว่าอะไรเลยหากคุณไม่เข้ามาอยู่ในพิธีกรรม แต่แค่เวลาไม่กี่สิบนาทีที่เราไม่สามารถหยุดปากได้มันหมายความว่าอย่างไร ความอดทนเรามีเหมือนกับหางอึ่ง
ผมคิดว่าคงจะหมดหวังกับวัฒนธรรมร่วมสมัยเหล่านี้แล้ว
………………………………….
วันพ่อที่ผ่านมาเป็นวันหยุดยาวเลยมีโอกาสได้กลับไปบ้านเกิดที่ต่างจังหวัด เลยถือโอกาสนี้พาแม่ไปวัดเพื่อจะทำบุญให้พ่อที่ล่วงลับไปหลายปีแล้ว
เช้าวันนั้นเป็นวันที่สดใสและแจ่มใส ญาติทั้งหมดสวมเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์ฉลองศิริราชฯ และไม่ลืมที่จะคาดริสแบนด์ของในหลวงที่ข้อมือ
แม้จะบ้านนอกก็จริง แต่กระแสสีเหลืองนั้นเข้าไปครอบครองในหัวใจของผู้คนไม่ยิ่งหย่อนกว่าเมืองหลวง
แม่ลุกขึ้นจัดเตรียมกับข้าวใส่ปิ่นโตไว้ตั้งแต่ฟ้าไม่สาง เราต้องไปถึงวัดก่อนเจ็ดโมงครึ่งเพื่อให้ทันเวลาฉันท์เช้า
เนื่องจากห่างบ้านเกิดไปนานผมก็ต้องไหว้เพื่อนบ้านที่พบกันนับไม่ถ้วน ถ้านับเรียงเครือญาติดีๆ ก็เป็นญาติทางสายเลือดกันเกือบแทบทั้งนั้น อาจจะมีสองสามหยดก็เถอะ
ในโรงฉันท์ก่อนที่พระจะมาถึงชาวบ้านที่รอพระคุยกันพึมพำ
เมื่อพระเดินเข้าโรงฉันท์มาทุกคนเงียบกริบ และมันเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่สักคนเมื่อผู้นำอาราธนาศีลเริ่มจุดเทียนหน้าพระพุทธรูป
บรรยากาศในตอนนั้นผมขนลุก คนหลายสิบคนที่นั่งประนมมือรับคำพระอยู่ตอนนั้นไม่มีเสียงอื่นเล็ดลอดออกมาตลอดพิธีการ ไม่มีใครหันหน้ามาคุยกันเลยแม้แต่คนเดียว มันสงบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจนรู้สึกถึงพลัง
จนเมื่อเสร็จพิธีการต่างๆ นั่นแหละ ทุกคนถึงได้ทักทายกัน และเอาปิ่นโตนั่งล้อมวงกินข้าวมื้อเช้ากัน ปกติผมไม่ทานมื้อเช้าเลยเป็นสิบปีแล้ว ด้วยเวลาที่เร่งรีบในกรุงเทพทำให้มื้อเช้าของผมเป็นได้แค่นมหนึ่งกล่อง หรือไม่ก็น้ำเปล่าสองสามจอกที่เครื่องกดน้ำในสำนักงาน แต่เช้าวันพ่อที่ผ่านมาผมนั่งทานข้าวในปิ่นโตใกล้ๆ กับแม่และชาวบ้านที่นั่นและรู้สึกอบอุ่น ทุกคนนำอาหารที่ปรุงใหม่ๆ ด้วยตัวเองมาถวายพระ พระท่านฉันท์ได้ไม่เท่าไหร่หรอก หลังจากนั้นก็นั่งล้อมวงกันทานอาหาร ทักทายกัน แลกเปลี่ยนเมนูอาหารที่บรรจงทำกันมาให้เพื่อนบ้านได้ชิมฝีมือ ช่างเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นจริงๆ
แทบไม่น่าเชื่อว่าที่นั่นสังคมเล็กๆ ยังรักษาความสงบและมีสมาธิในพิธีกรรมกันอย่างรัดกุม จนผมอดที่จะถามแม่ไม่ได้ว่าที่นี่ไม่มีใครนั่งคุยกันตอนพระสวดเลยเหรอ แม่บอกว่าที่นี่ยังน้อยไปถ้าเป็นอีกวัดที่คนเยอะกว่านี้จะเงียบกริบยิ่งกว่านี้
ผมฟังแล้วขนลุกอีกรอบ นี่หรือเปล่าที่เค้าเรียกว่า ศักดิ์สิทธิ์
…………………………………………………

 

4 Responses to “วัดถะนะธรรม”

  1. lek Says:

    um…I want to hear only monks pray too. not conversations from others.

  2. nubalm Says:

    ตามมาแปะ ยังไม่ได้อ่านเจ้าคะ
    ง่วง หาวววว

  3. sector13 Says:

    font และ space มันอ่านยากไปมั๊ยครับ

  4. sisterpoon Says:

    ที่ว่า “พระที่ในเมืองสวดกันเร็ว” ไม่ทราบว่า สวดจังหวะไรหรอ? -*-
    ————————————————

    ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ อย่ายึดติดให้เป็นกังวลไปเลย ปลงๆ ซะบ้าง ปล่อยวางซะบ้าง ….

    ยะถา วะริวะหา…
    สาธุ..


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s